ประเทศมาเลเซีย

 

 

ธงชาติมาเลเชีย

 

ประเทศมาเลเซียในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรเรียกว่า มาเลเซียตะวันตก และส่วนที่อยู่ในเกาะบอร์เนียว เรียกว่า มาเลเซียตะวันออก ทั้งสองส่วนนี้ประกอบด้วยรัฐต่าง ๆ ๑๓ รัฐ อยู่ในมาเลเซียตะวันตก ๑๑ รัฐ อยู่ในมาเลเซียตะวันออก ๒ รัฐ
มาเลเซียตะวันตก หรือที่เรียกว่า เพนนินซูลามาเลเซีย (Peninsula Malasia) ประกอบด้วยรัฐต่าง ๆ จำนวน ๑๑ รัฐ ตั้งอยู่ปลายคาบสมุทรอินโดจีน
มาเลเซียตะวันออก อยู่ในเกาะบอร์เนียว ทางด้านเหนือต่อจากกาลิมันตันของอินโดนิเซีย ประกอบด้วยรัฐสองรัฐคือ รัฐซาราวัค และรัฐซาบาห์ โดยมีประเทศบรูไน ตั้งอยู่ระหว่างกลางของรัฐทั้งสอง
มาเลเซีย มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ ๓๒๙,๐๐ ตารางกิโลเมตร ประมาณสองในสามของพื้นที่ประเทศไทย มีพรมแดนโดยทั่วไปคือ
ทิศเหนือ ติดต่อกับประเทศไทย ในเขตรัฐห้ารัฐด้วยกัน เรียงจากตะวันตกไปตะวันออกคือ รัฐเปอร์ลิส รัฐเคดาห์ รัฐเปรัค และรัฐกลันตัน
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ติดต่อกับทะเลซูลู ใกล้หมู่เกาะฟิลิปปินส์
ทิศตะวันออก ติดต่อกับทะเลจีนใต้
ทิศใต้ ติดต่อกับช่องแคบยะโฮร์ ซึ่งกั้นระหว่างประเทศมาเลเซียกับประเทศสิงคโปร์ และประเทศอินโดนิเซีย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับทะเลอันดามัน ในมหาสมุทรอินเดีย และช่องแคบมะละกา ซึ่งกั้นระหว่างมาเลเซียกับเกาะสุมาตรา ของอินโดนิเซีย
รัฐต่าง ๆ ของมาเลเซีย มีที่ตั้งและขนาดพื้นที่ดังนี้
รัฐกลันตัน (Kelantan) อยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ติดต่อกับจังหวัดนราธิวาสของไทย มีพื้นที่ประมาณ ๑๔,๙๐๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองโกตาบารู เป็นเมืองหลวง เป็นแหล่งวัฒนธรรมเก่าแก่ของมาเลเซีย
รัฐเปรัค (Perak) ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู มีอาณาเขตตอนบนติดต่อกับจังหวัดยะลา และนราธิวาสของไทย มีพื้นที่ประมาณ ๒๑,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองอิโปห์ เป็นเมืองหลวง
รัฐเปอร์ลิส (Perlis) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย ที่จังหวัดสตูล และสงขลา มีพื้นที่ประมาณ ๘๐๐ ตารางกิโลเมตร จัดว่าเป็นรัฐที่มีพื้นที่น้อยที่สุด ในบรรดา ๑๓ รัฐ มีเมืองกางาร์ เป็นเมืองหลวง มีฐานะเป็นราชนคร เพราะเป็นที่ประทับของสุลต่านของรัฐ
รัฐเคดาห์ (kasah) ตั้งอยู่ตอนบนของมาเลเซียตะวันตก มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย ที่จังหวัดยะลา และสงขลา มีพื้นที่ประมาณ ๙,๔๐๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองลอรัสตา เป็นเมืองหลวง เป็นรัฐที่มีภูมิประเทศ ประชากร และศิลปวัฒธรรมคล้ายคลึงกับประเทศไทย และมีคนมาเลเซียเชื้อสายไทย อาศัยอยู่มากที่สุด
รัฐยะโฮร์ (Jahor) อยู่ทางตอนใต้สุดของมาเลเซียตะวันตก ติดต่อกับประเทศสิงคโปร์ มีพื้นที่ประมาณ ๑๙,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองยะโฮร์บารู เป็นเมืองหลวง เป็นรัฐที่มั่งคั่งที่สุด
รัฐมะละกา (Melaka) อยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะโฮร์ ทางฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู มีพื้นที่ประมาณ ๑,๖๕๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองมะละกา เป็นเมืองหลวง ถือว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของมาเลเซีย และมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
รัฐนครีเซมบิลัน (Negrisembian) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐมะละกา ทางฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู มีพื้นที่ประมาณ ๖,๖๕๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองเซเรมบัน เป็นเมืองหลวง และเป็นเมืองท่าที่มีชายฝั่งทะเลสวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อน
รัฐปาหัง (Pahang) อยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะโฮร์ ทางฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู เป็นรัฐที่มีพื้นที่ประมาณ ๓๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร นับว่าเป็นรัฐที่มีพื้นที่มากที่สุด ของมาเลเซียตะวันตก มีเมืองกวนตัง เป็นเมืองหลวง เป็นรัฐเก่าแก่ที่มีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยอยู่มาก
รัฐปีนัง (Penang) เป็นเกาะและมีพื้นที่เป็นดินแดนบางส่วนอยู่เหนือรัฐเปรัค อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู มีพื้นที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองยอร์ช ทาวน์ เป็นเมืองหลวง เป็นรัฐที่มีความสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้สมญานามว่า ไข่มุกแห่งตะวันออก
รัฐเซลังงอร์ (Selangor) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู อยู่ระหว่างรัฐเปรัค กับรัฐนครีเซมปิลัน มีพื้นที่ประมาณ ๘,๒๐๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองซาห์อะลาม เป็นเมืองหลวง และมีเมืองเกลัง เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุด
รัฐตรังกานู (Terngganu) อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู อยู่ทางด้านเหนือของรัฐปาหัง มีพื้นที่ประมาณ ๑๓,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองกัวลาตรังกานู เป็นเมืองหลวง
รัฐซาบาห์ (Sabah) ตั้งอยู่ตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว มีพื้นที่ประมาณ ๗๓,๗๐๐ ตารางกิโลเมตร มีเมืองโกตาคินาบารู เป็นเมืองหลวง พื้นที่สองในสามเป็นป่าไม้ และภูเขา ยอดเขาโกตาคินาบารู เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในมาเลเซีย
รัฐซาราวัค (Sarawak) อยู่ทางฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของเกาะบอร์เนียว มีพื้นที่ประมาณ ๑๒๔,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร นับว่าเป็นรัฐที่มีพื้นที่มากมี่สุดของมาเลเซีย มีเมืองคุชชิง เป็นเมืองหลวง มีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่มาก มีชาวมาเลย์ และชาวจีน อาศัยอยู่น้อย
นอกจากนี้ยังมีเขตสหพันธรัฐอีกสามเขต ได้แก่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เกาะลาบวน และเมืองปุตราจายา อยู่ภายใต้สหพันธรัฐ (รัฐบาลกลาง) ไม่ขึ้นอยู่กับเขตใด โดยเฉพาะกรุงกัวลาลัมเปอร์ เป็นเมืองหลวงของประเทศ และเมืองปุตราจายา เป็นเมืองราชการ
ลักษณะภูมิประเทศ
มาเลเซียตะวันตก ตั้งอยู่บนแหลมมลายู ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นป่าไม้ ภูเขา และหนองบึง ประมาณร้อยละ ๗๐ ของพื้นที่
บริเวณชายฝั่งตะวันตก ที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย และช่องแคบมะละกา เป็นพื้นที่ราบลุ่ม ชายฝั่งเต็มไปด้วยหนองบึง และป่าไม้โกงกาง ผิวดินเป็นดินเหนียว และโคลนตม คงมีเหลือพื้นที่ราบซึ่งเป็นดินทรายบางบริเวณ พื้นดินตอนในห่างจากบริเวณที่ราบชายฝั่งสองด้าน ค่อย ๆ เปลี่ยนระดับเป็นที่ราบสูง บริเวณเชิงเขา พื้นดินส่วนใหญ่เป็นดินแดง และดินปนทราย ดินเหนียวและดินลูกรัง
มาเลเซียตะวันออก ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียวตอนเหนือ ลักษณะภูมิประเทศแบ่งออกได้เป็นสามส่วนคือ
ที่ราบชายฝั่ง และริมทะเลมีหนองบึง และป่าโกงกาง ที่เชิงเขา และทิวเขาสูงมีความสูงชัน มีเหวลึกปกคลุมด้วยป่าทึบยากแก่การสัญจร มียอดเขาสูงสุดอยู่ทางภาคเหนือ มีลักษณะผิวดินแตกต่างกันออกไป บริเวณพื้นที่รอบชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นประเภทดินเหนียว และดินโคลนตม ซึ่งมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ในบริเวณบางแห่งมีกรวดทรายปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก
เทือกเขา เทือกเขาสำคัญของมาเลเซียประกอบด้วยเทือกเขาบินดัง เทือกเขาโกฮิมหรือเทือกเขากลาง เทือกเขาตรังกานู ในแหลมมลายู และเทือกเขากินาบาลู ในเกาะบอร์เนียว ซึ่งมียอดเขาโกตาคินาบาลูเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในมาเลเซีย
แหล่งน้ำ ในแหลมมลายูมีแม่น้ำสายสำคัญได้แก่ แม่น้ำคาดาห์ แม่น้ำซุนดา แม่น้ำเกรียน แม่น้ำเปรัค แม่น้ำปาหัง แม่น้ำกลันตัน แม่น้ำมุดา แม่น้ำเบอร์นัม แม่น้ำสลังงอร์และแม่น้ำกลัง
ในเกาะบอร์เนียวมีแม่น้ำสายสำคัญได้แก่ แม่น้ำรายัง มีความยาวประมาณ ๕๖๐ กิโลเมตร แม่น้ำมาลุย ยาวประมาณ ๔๐๐ กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำกินาบาดางัน
ชายฝั่งทะเล ในแหลมมลายูฝั่งทะเลด้านตะวันออกติดต่อกับทะเลจีนใต้ ลักษณะท้องทะเลในบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ลาดชัน พื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยปะการัง และหินใต้ทะเลน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก เหมาะแก่การเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำต่าง ๆ ฝั่งทะเลมีความยาวประมาณ ๑,๙๐๐ กิโลเมตร บริเวณชายฝั่งมีความลึกตั้งแต่ ๑๒๐ – ๓๐๐ ฟุต เป็นหาดทรายยาวเหยียดติดต่อกัน มีที่ราบลุ่มอยู่เป็นบางตอน ฝั่งทะเลด้านตะวันตกเป็นหาดเลน พื้นที่ลึกเข้าไปในบริเวณชายฝั่งเป็นที่ลุ่ม และหนองบึง และป่าไม้โกงกาง คงมีเฉพาะบางแห่งเท่านั้นที่มีหาดทราย
ในเกาะบอร์เนียว ฝั่งทะเลบริเวณใต้สุดของทะเลจีนใต้ ท้องทะเลในบริเวณดังกล่าวมีความลึกพอสมควร มีกลุ่มหินปะการังอยู่เป็นหย่อม ๆ ในระยะลึก นอกจากนั้นยังมีหินใต้น้ำอยู่เป็นบางตอนในบริเวณใกล้ชายฝั่ง เป็นอุปสรรคในการเดินเรือใกล้ฝั่ง บริเวณฝั่งทะเลรัฐซาราวัคมีความลึกใกล้ฝั่งประมาณ ๒๐ – ๓๐ ฟุต ห่างออกไปจากฝั่ง บางพื้นที่ลึกมาก บางแห่งลึกประมาณ ๒๐๐ – ๓๐๐ ฟุต
บริเวณชายฝั่งของรัฐซาบาห์ ทิศเหนือติดต่อกับทะเลจีนใต้ ความลึกของทะเลมีมากกว่ารัฐซาราวัค
ประชากร

ตราแผ่นดิน

มาเลเซียในแหลมมลายู มีประชากรอยู่หนาแน่น บริเวณที่ราบชายฝั่งตะวันตก โดยมีประชากรประมาณร้อยละ ๘๒ รองลงมาคือ บริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนที่อยู่ในเกาะบอร์เนียว มีประชากรอยู่หนาแน่น บริเวณที่ราบชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐซาราวัค แถบบริเวณแม่น้ำ
ความแตกต่างของเชื้อชาติ สังคมของมาเลเซียมีลักษณะเป็นพหุสังคม (Multi – Racial Society) ประกอบด้วยประชากร
แตกต่างกันทางเชื้อชาติได้แก่ เชื้อชาติมลายู เชื้อชาติจีน และเชื้อชาติอินเดีย แต่ละเชื้อชาติมีความแตกต่างกันทางภาษา ศาสนาวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่
ก่อนอังกฤษเข้ามามีอำนาจในแหลมมลายู ปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติในสังคมยังไม่เด่นชัด แม้ว่าจะมีชาวต่างชาติเช่น ชาวจีน เข้ามาทำการค้ากับชาวพื้นเมืองมานานแล้วก็ตาม บรรดาชาวจีนดังกล่าวมีทั้งเข้ามาค้าขาย และตั้งหลักแหล่งในแหลมมลายูตามเมืองท่า และเกาะต่าง ๆ ในช่องแคบมะละกามาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ แล้ว ชุมชนชาวจีนในยุคดังกล่าวจะปรับตัวเข้ากับสังคมชาวพื้นเมืองโดยพูดภาษา แต่งกายและแต่งงานกับชาวพื้นเมือง ทำให้เกิดความกลมกลืนทางวัฒนธรรมกับชาวพื้นเมือง
ภายหลังที่บริษัทอินเดียตะวันตกของอังกฤษ ได้เข้ามามีอำนาจ และบทบาทในแหลมมลายู ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ก็เกิดมีเพิ่มขึ้น ชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน และชาวอินเดียที่เข้ามาเป็นแรงงานในเหมืองแร่ดีบุก และในไร่การเพาะปลูกขนาดใหญ่ของอังกฤษ ได้รวมกลุ่มกันตามเชื้อชาติ รัฐบาลอังกฤษให้ความคุ้มครองแรงงานดังกล่าว ในขณะที่ชาวมลายูในการปกครองของสุลต่านของแต่ละรัฐ ดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่เป็นชาวนาและชาวประมง
ชาวจีนส่วนใหญ่ทำมาหากินจนร่ำรวย และคุมเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไว้ ส่วนชาวมลายูถือตนว่าเป็นบุตรแห่งแผ่นดิน (ภูมิบุตร) เหนือกว่าชนชาติอื่น ๆ ที่อยู่ในแหลมมลายูด้วยกัน มีอาชีพหลักทางเกษตรกรรม และมีฐานะยากจน ส่วนชาวอินเดียที่อังกฤษนำมา จากประเทศอินเดีย เพื่อทำงานเกษตรกรรม และงานกรรมกรก็ยังอยู่ในสภาพเดิม
เมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษ ชาวภูมิบุตรจึงได้เป็นผู้บริหารประเทศ รัฐบาลของชาวภูมิบุตรได้ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวภูมิบุตร
เหนือกว่าชาวมาเลเซียเชื้อชาติอื่น ๆ

ความ

สัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย

 

           ความสัมพันธ์ทวิภาคี  จากการเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกัน ไทยกับมาเลเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ ความสัมพันธ์และความร่วมมือในระดับทวิภาคี และภาคีมีความแน่นแฟ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรอบของอาเซียน ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง

 

            ความร่วมมือทวิภาคีไทย – มาเลเซีย ในด้านความมั่นคงได้แก่ การจัดตั้งกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาแก้ปัญหาต่าง ๆ  ที่สำคัญคือ

 

                – คณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย – มาเลเซีย (General Boarder Committee : GBC)

 

                – คณะกรรมการร่วมไทย – มาเลเซีย (Join Commission : IC)

 

                – คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค  (Regional Boarder Committee : RBC)

 

                – คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมส่วนภูมิภาค (Socia Economic Development Committee : SEDEC)

 

                – คณะกรรมการจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย – มาเลเซีย (Land Boundary Committee : LBC)

 

                – คณะกรรมการเพื่อพิจารณาหลักเขตแดนที่ ๖๙ – ๗๐

 

                – คณะกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโก-ลก (Joint Steering Committee : JSC)

 

           ความร่วมมือในกรอบพหุภาคีไทย – มาเลเซีย – อินโดนิเซีย  ทั้งสามประเทศ ได้ร่วมกันก่อตั้งโครงการความร่วมมือ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ (Indonesia-Malaysia- Thailand Growth Triangle : IMT- GT)  เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ ครอบคลุมพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย สี่รัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย และสี่จังหวัดบนเกาะสุมาตรา

 

           ความสัมพันธ์ทางการค้า  ไทยและมาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับสองของกันและกันในอาเซียน

 

            การค้าชายแดนไทย – มาเลเซีย เป็นส่วนประกอบสำคัญของการค้าไทย – มาเลเซีย โดยไทยส่งสินค้าออกไปมาเลเซีย ผ่านพรมแดนศุลกากรทั้งสิบแห่ง ในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ มี นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล

 

           ปัญหาระหว่างไทยกับมาเลเซีย  มีอยู่สี่ประการด้วยกันคือ

 

                ปัญหาด้านการเมือง  ทั้งสองฝ่ายพยายามร่วมมือแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งพื้นฐาน โดยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกันหลายคณะในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ ครอบคลุมในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน ส่วนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ได้ร่วมมือกันในกรอบของอาเซียน ไทยกับมาเลเซีย มีปัญหากระทบกระทั่งกันบ่อยครั้ง เนื่องจากความขัดแย้งเดิม ที่มีอยู่หลายประการด้วยกัน

 

                ปัญหาด้านเศรษฐกิจ  ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ากับมาเลเซียมาตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๕ เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบจากมาเลเซีย

 

                ปัญหาเส้นพรมแดนทางบก  จากการที่คณะกรรมการจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย – มาเลเซีย ที่ได้ร่วมกันสำรวจปักปัน เส้นเขตแดนทางบกใหม่ตลอดแนวพรมแดน ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๑๖ – ๒๕๒๖ ปรากฏว่าเขตแดนไทย – มาเลเซีย ซึ่งยาวประมาณ ๖๕๗ กิโลเมตร มีปัญหาที่คั่งค้างอยู่รวมสามจุดคือ

 

                   หลักเขตที่ ๑  จังหวัดสตูล มีปัญหาตำแหน่งของทุ่น B และ C ด้านชายฝั่งทะเลอันดามัน เริ่มจากเขาผาขาว หลักเขตนี้เกี่ยวข้องกับอาณาเขตทางทะเลของไทย กับมาเลเซีย

 

                    หลักเขตที่ปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา

 

                    หลักเขตที่ยอดเขาเยลี  หลักเขตที่ ๖๙ – ๗๐ อำเภอสุคีริน จังหวัดนราธิวาส

 

                    ปัญหาเขตแดนทั้งสามจุดดังกล่าวมีความซับซ้อน เนื่องจากประเด็นที่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย เทคนิคเกี่ยวกับด้านแผนที่ และการปักปันดินแดน ปัญหาหลักเขตที่ ๑ และหลักเขตที่ ๖๙ – ๗๐ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นว่าตำแหน่งของหลักดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๙ (พ.ศ.๒๔๕๒)

 

                    สำหรับเขตแดนที่ปาดังเบซาร์ บริเวณศาลเจ้าฮกเต็ก มีปัญหาระหว่างการใช้หลัก Water shed หรือ Watershed

 

straightline  กล่าวคือถ้าใช้หลัก Water straightline ศาลเจ้าฮกเต็กจะอยู่ในไทย แต่ที่แล้วมาอาศัยหลัก Watershed เป็นเกณฑ์ ในการปักปันดินแดน

แผนที่แสดงประเทศมาเลเซีย

 

                    นอกจากนี้ การก่อสร้างกำแพงกั้นเขตแดนของมาเลเซีย ตามนโยบายป้องกันการลักลอบสินค้าหนีภาษีศุลกากร

 

ในบริเวณที่มีปัญหา เช่น ที่ปาดังเบซาร์  สตูล ฯลฯ เป็นการผิดวิสัยที่ประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจะกระทำ

 

                ปัญหาเส้นเขตแดนทางน้ำ  ไทยและมาเลเซีย ใช้ร่องน้ำลึกของแม่น้ำโกลก เป็นแนวแบ่งเขตแดนตามสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๙ (พ.ศ.๒๔๕๒)  แต่แม่น้ำโกลก มีความคดเคี้ยว และกระแสน้ำไหลเชี่ยว ทำให้ลำน้ำเปลี่ยนทางเดินมาแล้ว ๕๖ บริเวณ เนื่องจากไม่ได้มีการอนุรักษ์ฝั่งเท่าที่ควร ในจำนวน ๕๖ บริเวณดังกล่าว ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ๓๔ จุด มาเลเซียเสียเปรียบ ๒๒ จุด และในอนาคตมีแนวโน้มว่าลำน้ำจะเปลี่ยนแปลงอีก ๒๐ บริเวณ เขตแดนไทย – มาเลเซีย ที่ใช้แม่น้ำโกลก เป็นเขตแดน มีความยาวประมาณ ๙๕ กิโลเมตร

 

                ได้มีการประชุมตกลงกันเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ ให้ใช้หลักการกำหนดเส้นเขตแดนคงที่และถาวร (Fixed and Permanent Boundary)

 

                ปัญหาการประมงระหว่างไทยกับมาเลเซีย  เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ มาเลเซียได้ประกาศเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Essential Economic Zone : EEZ) ระยะ ๒๐๐ ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง และบังคับใช้กฎหมายเขตเศรษฐกิจจำเพาะกับกฎหมายประมงในเวลาต่อมา ครอบคลุมถึงเรือประมงต่างชาติที่เดินทางผ่านน่านน้ำมาเลเซีย ทำให้เกิดปัญหาการเดินเรือประมงของไทย เนื่องจากไทยมีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกับมาเลเซีย ทั้งทางด้านอ่าวไทย และด้านทะเลอันดามัน ทำให้ไทยถูกปิดล้อม โดยอาณาเขตทางทะเลของมาเลเซีย มาเลเซียออกข้อกำหนด ให้เรือประมงไทยแจ้งให้ทางมาเลเซียทราบก่อน ๔๘ ชั่วโมง ก่อนที่จะเดินเรือประมงผ่านน่านน้ำของตน โดยแจ้งผ่านศูนย์ประมงชายฝั่งนอกน่านน้ำที่จังหวัดสงขลา เรือไทยส่วนใหญ่ยอมปฏิบัติตาม แต่บางครั้งก็ถูกจับกุมหากทางมาเลเซียพบว่า เรือประมงลำใด ที่เดินทางผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะของมาเลเซีย โดยมิได้เก็บอุปกรณ์การประมงอย่างมิดชิด พร้อมทั้งพบปลาในเรือ ก็จะสันนิษฐานว่า เรือลำนั้นลักลอบจับปลา ในน่านน้ำมาเลเซีย ก็จะถูกจับกุมทันที

 

                ปัญหาลักลอบค้าหนีภาษี  มาเลเซียส่งเสริมให้มีการค้าขายบริเวณชายแดนไทย – มาเลเซีย โดยเปิดร้านปลอดภาษีหลายแห่ง ทำให้มีการลอบนำสินค้าหนีภาษี เข้ามาในเขตไทยตลอดเวลา

 

                ปัญหาบุคคลสองสัญชาติ  เนื่องจากมีชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ชายแดนไทย – มาเลเซีย ต้องการเข้าไปในมาเลเซียด้วยวัตถุประสงค์ต่าง ๆ  จึงใช้วิธีเป็นบุคคลสองสัญชาติ เพื่อสะดวกในการผ่านเข้าออก ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๕๒๓ ไทยกับมาเลเซียเห็นพ้องที่จะแก้ปัญหานี้ โดยกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา แต่การดำเนินงานไม่ก้าวหน้า

 

                ปัญหายาเสพติด  มีการลักลอบนำยาเสพติดผ่านไปทางมาเลเซีย เพื่อจำหน่ายและส่งต่อไปยังประเทศอื่น ทางมาเลเซียได้ดำเนินการปราบปรามอย่างกวดขัน และได้ร่วมมือกับฝ่ายไทย ซึ่งได้ผลพอสมควร

 

                ปัญหาสัญญาณโทรทัศน์รบกวนกันในพื้นที่ชายแดน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างจังหวัดสงขลากับรัฐเคดาห์ จึงได้มีการหารือกันทั้งสองฝ่าย ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.๒๕๓๑ มีการเจรจากันหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากยังมีปัญหาทางเทคนิค

 

                ปัญหาการก่อการร้าย  ขบวนการโจรก่อการร้าย (ขจก.) กลุ่มต่าง ๆ บริเวณจัดหวัดชายแดนภาคใต้ พวกมุสลิมแนวทางดั้งเดิมรุนแรง (Fundamentalist) ได้อาศัยดินแดนรอยต่อของสองประเทศ เผยแพร่แนวคิดรุนใรงทางศาสนาต่อประชาชน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยด้วย ไทยต้องการให้มาเลเซีย ให้ความร่วมมือในการปราบปราม แต่มาเลเซียถือว่าเป็นเรื่องภายในของไทย

This slideshow requires JavaScript.

ที่มา:http://www.choktaweetour.com/index_info.php?ID=19

 

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: